เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายเอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในโอกาสเดินทางเข้าหารือร่วมกัน ณ ห้องประชุม 401 สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและผลักดันความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ในการหารือครั้งนี้ มีนายเทวพงษ์ พวงเพชร เหรัญญิกสมาคม นายสุนทร สุขชา กรรมการสมาคม นายวีรศักดิ์ ตั้งพูลพันธุ์ ประธานคณะกรรมการบริหารสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สาขากรุงเทพมหานคร นายกิติพงศ์ สุทธิ ผู้อำนวยการคนตาบอดแห่งชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนา และนายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานที่ปรึกษาสมาคม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะร่วมกัน
ที่ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก การยกระดับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับคนตาบอด การผลักดันกฎหมายและข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ตลอดจนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เอื้อต่อการเดินทางของคนตาบอด โดยเฉพาะระบบเสียงประกาศหมายเลขสายรถโดยสารประจำทาง การแจ้งชื่อป้ายจอด และการพัฒนาทางเท้าให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน
นอกจากนี้ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยยังได้เสนอแนวทางส่งเสริมการมีงานทำและการสร้างอาชีพของคนพิการ การสนับสนุนการจ้างงานตามมาตรา 33 และมาตรา 35 รวมถึงการจัดตั้งเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้าน Universal Design ซึ่งประกอบด้วยคนพิการ วิศวกร และสถาปนิก เพื่อร่วมเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบและพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานครให้สามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง
ในโอกาสนี้ ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ได้ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปประกอบการประสานงานและขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร พร้อมเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการในประเด็นสำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป
การหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร ในการร่วมกันผลักดันนโยบาย มาตรการ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม



