เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายเอกพงษ์ นบสกุล กรรมการและประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เข้าร่วมงานมอบเข็มวิทยฐานะและมอบรางวัลแคมเปญ ภายใต้ “โครงการอบรมนักสื่อสารสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในกลุ่มคนพิการ ประจำปี 2569” ณ ห้องโถงกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านคนพิการ และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี มอบเข็มวิทยฐานะและมอบรางวัลแคมเปญ พร้อมกล่าวเปิดงานและให้กำลังใจแก่นักสื่อสารสิทธิคนพิการ โดยได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการดูแลและคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของคนพิการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยอมรับว่าสิ่งสำคัญที่ยังต้องเร่งขับเคลื่อนคือการทำให้คนพิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและภาคีเครือข่ายมีความเห็นตรงกันว่า ไม่มีใครเข้าใจคนพิการได้ดีเท่ากับคนพิการด้วยกันเอง
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนพิการ โดยเฉพาะคนพิการทางการเห็นและคนพิการทางการได้ยิน ซึ่งจำเป็นต้องมีสื่อเฉพาะที่เหมาะสมกับการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละกลุ่ม อันจะนำไปสู่การสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมในระบบสุขภาพอย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา โครงการได้พัฒนานวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ด้านสิทธิหลักประกันสุขภาพและเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับการดำเนินงานด้วยการจัดอบรมนักสื่อสารสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคนพิการ รุ่นที่ 1 จำนวน 26 คน เพื่อสร้างเครือข่ายนักสื่อสารสิทธิที่สามารถผลิตและส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปยังเพื่อนคนพิการทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “จากผู้รับสาร สู่ผู้ผลิตสาร” และร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเคาะประตูบ้านออนไลน์ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง
สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเท่าเทียม โดยเชื่อมั่นว่าการพัฒนาศักยภาพนักสื่อสารสิทธิคนพิการจะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพและบริการสาธารณะได้อย่างเสมอภาค และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


